รู้จักตัวตน “นุ๊กซี่” พริตตี้สาวตัวท็อปของเมืองไทย

ทำความรู้จัก นุ๊กซี่ อัญพัชญ์ วัฒนาตันติรัตน์ พริตตี้สุดฮอตเจ้าของตำแหน่ง Top Pretty Thailand 2016

นุ๊กซี่ เผยในรายการแรงชัดจัดเต็มว่า ตนเองทำงานตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ตกงานทำให้ต้องหารายได้ช่วยเหลือครอบครัว โดยงานแรกๆ ที่เธอทำคือขายของที่ตลาดนัด จากนั้นมีเพื่อนชักชวนให้เข้าไปแคสงานเพื่อทำงานเป็นพริตตี้ เธอจึงไปทดลองดู พองานแรกผ่าน เธอก็ทำงานด้านนี้เรื่อยมา

นุ๊กซี่เล่าต่อไปว่า ที่เข้ามาทำงานพริตตี้ได้ ส่วนตัวคิดว่าตัวเองเป็นคนพูดเก่ง ถามว่ากลัวไหมกับการทำงานเป็นพริตตี้ไหม เธอตอบว่า ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าวงการพริตตี้เป็นยังไง แค่ไปทำงาน แต่พอเข้าไปสัมผัสก็รู้สึกดี สนุกกับการทำงาน

สำหรับสินค้าชิ้นแรก เธอเล่าว่าเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง โดยได้เงินค่าจ้างวันละ 800 บาท งานจะเป็นทีมคาราวานไปตามจังหวัดต่างๆ ครั้งละ 3 วัน ไปแนะนำว่ามีแอลกอฮอล์ยีห้อนี้เปิดตัวใหม่นะ

เคล็ดลับสำหรับคนที่อยากเป็นพริตตี้ นุ๊กซี่บอกว่าเรื่องของรูปร่างหน้าตา ความสูง ความอดทน สำคัญ เพราะการทำงานต้องมีทุกอย่างที่กล่าวมา จะมาเล่นมือถือระหว่างทำงานไม่ได้ ตัวเธอเองเคยยืนนานสุด 8 ชั่วโมงไม่ได้พักเลย คนเยอะทำให้ไม่มีเวลาทำอะไรเลย แม้แต่จะทานข้าว เราต้องทุ่มเทเพื่องาน

สำหรับค่าตัวนุ๊กซี่บอกว่า อัตราจ้างอยู่ที่ 3,500 บาท แต่ราคาอาจก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและรายละเอียดของการจ้างงานด้วย แต่ตอนนี้มีโซเชียลเข้ามา ก็อาจจะได้เงินจากจุดนี้ด้วย อย่างงานมอเตอร์โชว์ที่หลายคนมองว่าต้องได้เงินเยอะเธอบอกว่า ค่าจ้างได้ไม่ต่างกันมาก

ปิดท้ายด้วยเรื่องหัวใจกับน้องร้องคนดัง พี่ปู แบล็คเฮด นุ๊กซี่เล่าว่า ตัวเองเจอกับพี่ปูครั้งแรกเป็นปีแล้ว ตอนนั้นเธอเป็นพิธีกร เจอกันในรายการ หลังจากนั้นก็มียังบังเอิญเจอกันที่ร้านข้าวต้ม ตัวเธอเองก็แค่สวัสดีแค่นั้น แต่หลังจากนั้นพี่ปูก็มีมาทักทายกันในอินสตาแกรมเรื่อยๆ คุยอยู่ประมาณ 2 เดือน ก่อนจะนัดเจอกัน จากนั้นก็เริ่มต้นศึกษากันจนถึงตอนนี้

ขอขอบคุณข้อมูลจากรายการ : แรงชัดจัดเต็ม
ภาพประกอบจาก : @nookzii

บรรเทาอาการปวดเมื่อยด้วยลูกประคบสมุนไพร


ลูกประคบสมุนไพร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำ สมุนไพรหลายชนิดมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมา หั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการ หากใช้สดให้ตำหรือบด พอแตก หากใช้แห้งให้อบหรือตากแดดให้แห้งแล้วบดหยาบ นำมา ห่อรวมกันด้วยผ้าให้ได้รูปทรงต่างๆ เช่น ทรงกลม รูปหมอน สำหรับนาบหรือกดประคบตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อทำให้ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ซึ่งมักใช้ควบคู่ กับการนวดแผนไทยโดยใช้ประคบหลังการนวด ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ ได้แก่ ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ บ้าน ผิวมะกรูด ใบมะขาม ใบล้มปอย เกลือ การบูร วิธีการทำลูกประคบสมุนไพรมี ดังนี้

วัสดุ/อุปกรณ์
ผ้าขาวบางหรือผ้าดิบ เชือก กะละมัง ตู้อบลมร้อน เครื่องบด หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบ พืชสมุนไพร ที่ต้องการประกอบด้วย
ไพล 15% ขมิ้นชัน 15% ตะไคร้15% ว่านนางคำ 5%
ว่านชักมดลูก 5% ว่านน้ำ 5% เปราะหอม 3% ใบพลับพลึง 2%
ผิวมะกรูด 10% เปลือกล้ม 5% ใบล้มปอย 2% ใบมะขาม 3%
เตยหอม 5% การบูร 2.5% พิมเสน 2.5% เกลือ 5%

วิธีทำ
นำสมุนไพรทั้งหมดทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน (เว้นเกลือ การบูร พิมเสน)อบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 60-80 องศา ประมาณ 1 ชั่วโมงนำสมุนไพรที่อบเสร็จแล้วมาบดหยาบ ๆนำเกลือ การบูร พิมเสน มาคลุกเค้ากับสมุนไพรที่บดได้ตักสมุนไพรใส่ผ้าดิบหรือผ้าขาวบางที่เตรียมไว้ มัดด้วยเชือกให้แน่น

วิธีใช้
นำลูกประคบสมุนไพร พรมน้ำพอหมาดแล้วนึ่งไอน้ำร้อนประมาณ 15นาทีนวดคลึงบริเวณที่มีอาการ

ประโยชน์
ช่วยรักษาและบรรเทาอาการปวดบวม เคล็ดขัดยอกฟกช้ำ อาการอักเสบของกล้ามเนื้อ และข้อต่อ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต

การทำลูกประคบในแต่ละภูมิภาคจะมีพืชสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบแตกต่างกันไปตามองค์ ความรู้ สภาพแวดล้อมในท้องถิ่น ดังกรณีช้างด้นองค์ความรู้การทำลูกประคบสมุนไพรของศูนย์เรียนรู้ เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านในภาคกลาง และวิธีการทำเป็นลักษณะใช้สมุนไพรแห้ง บางแห่งจะมีใบเป้า ใบหนาด เป็นส่วนประกอบด้วย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือการทำลูกประคบสมุนไพร ประกอบไปด้วย หัวไพร ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ใบมะขาม ใบล้มปอย เกลือ การบูร หั่นหรอลับ ห่อด้วยผ้าขาวบาง โดย วิธีการทำเป็นลักษณะใช้สมุนไพรสด นำไปนึ่งแล้วนำมาใช้ได้ทันที สำหรับภาคเหนือจะมีข่าเป็น ส่วนประกอบร่วมด้วยและวิธีการทำเป็นลักษณะของการใช้สมุนไพรแห้ง โดยการตากแดดให้แห้งก่อนจึง นำมาผสมรวมกันห่อด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปนึ่งก่อนใช้

`ขนมพ่นควัน`อันตรายต่อกระเพาะ


นักวิทยาศาสตร์เตือนอันตรายขนม พ่นควันหากกินไม่ถูกวิธี เสี่ยงเนื้อเยื่อระบบทางเดินอาหารไหม้ กระเพาะทะลุ แนะต้องรอให้ควันของไนโตรเจนเหลวระเหยหมดไปก่อนแล้วจึงรับประทาน
ปัจจุบันในธุรกิจอาหารมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ร่วมกับกระบวนการผลิตอาหารมากมาย ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มความแปลกใหม่และดึงดูดให้ลูกค้าสนใจ ล่าสุดจากการแชร์เรื่องราวทางสื่อออนไลน์ถึงการที่ร้านค้านำไนโตรเจนเหลวมาใช้ในการทำขนมเพิ่มอรรถรสในการกินด้วยการพ่นควัน พวยพุ่ง ออกอย่างสนุกสนาน แต่ก็มีกระแสข่าวที่บอกว่าเคยมีคนต่างชาติทานอาหารที่มีไนโตรเจนเหลวเข้าไปแล้วกระเพาะทะลุนั้น
นายวรวรงค์ รักเรืองเดช อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ให้คำแนะนำถึงเรื่องดังกล่าวว่า การกินอาหารที่มีส่วนผสมของไนโตรเจนเหลว สิ่งสำคัญคือต้องรอให้ควันของไนโตรเจนเหลวระเหยหมดไปก่อนแล้ว โดยทั่วไปการนำไนโตรเจนเหลวมาใช้กับอาหารไม่มีอันตราย เพราะจะระเหยไปหมด ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ในการถนอมอาหาร แต่การใช้กับอาหารนั้นต้องดูที่ความบริสุทธิ์ของไนโตรเจนเหลวที่ร้านค้านั้นเลือกซื้อมาใช้ เพราะมีหลายคุณภาพหลายราคา ไนโตรเจนเหลวที่บริสุทธิ์จริงๆ 99.99% จะมีราคาสูงและ ไม่มีสิ่งเจือปน แต่ถ้าเป็นไนโตรเจนเหลว 98% อาจจะมีสิ่งเจือปนอย่างอื่นที่ไม่รู้ว่าเป็นอันตรายหรือไม่รวมอยู่ก็ได้
นอกจากนั้น นายวรวรงค์ ยังได้เตือนผู้จำหน่ายและผู้บริโภคขนมในลักษณะดังกล่าวใน 2 ประเด็น คือ การสัมผัสโดยตรงกับ ไนโตรเจนเหลวในขณะที่ยังเป็นของเหลว และ การสูดดมก๊าซไนโตรเจนว่า ถ้าไนโตรเจนมา สัมผัสกับผิวหนังหรือเนื้อเยื่อภายในอวัยวะต่างๆ ในสถานะที่ยังเป็นของเหลวอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะทำให้ผิวหนังถูกเผาไหม้ คล้ายๆ กับการนำมือไปวางบนกระทะร้อนๆ ไนโตรเจนเหลวถ้าสัมผัสผิวหนัง หรือรับประทานเข้าไปในปริมาณมากๆ ในสถานะที่ยังเป็นของเหลวอยู่ ไนโตรเจนเหลว ก็ไม่สามารถระเหยหายไปได้ในทันที ทำให้ เกิดการเผาไหมบริเวณผิวหนังได้ เรียกว่า NitrogenBurn หรือการเผาไหม้จากไนโตรเจนเหลว
ส่วนการสูดดมควันระเหยไนโตรเจนปริมาณมากก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง แม้ว่าร่างกายเราสามารถรับไนโตรเจนในอากาศได้มากถึง 80% และออกซิเจน 20% เท่านั้น แต่หากสูดดมไนโตรเจนเข้าไปเพิ่มอีกอาจทำให้ขาดออกซิเจน หมดสติและเป็นอันตรายต่อสมองได้

ผิวหนังอักเสบจาก “แมลงก้นกระดก” ทำอย่างไรดี


แพทย์ยันพิษจากแมลงก้นกระดก ไม่ทำให้ตาย อาการผื่นผิวหนังอักเสบหายได้เองใน 1-2 สัปดาห์ เว้นติดเชื้อรุนแรงควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง

นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงกรณีการแชร์ภาพผื่นผิวหนังจากแมลงก้นแหลมชนิดหนึ่งทางสื่อสังคมออนไลน์ จนถึงขั้นระบุทำให้เสียชีวิต ว่า อาการผิวหนังอักเสบจากแมลงด้วงก้นกระดกเกิดจากการสัมผัสสารพีเดอริน (Paederin) ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน จากการปัดด้วงก้นกระดกที่มาเกาะตามร่างกาย หรือบี้ทำให้แมลงท้องแตกและสัมผัสกับสารพิษนั้น โดยจะทำให้เกิดผื่นระคายเคืองแดงคัน ส่วนอาการจะมากหรือน้อยขึ้นกับปริมาณสารพิษที่สัมผัส ซึ่งหากสัมผัสสารพิษจำนวนมากจะเป็นหนอง ผื่นวางเรียงตัวเป็นแนวยาว เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีอาการโรคติดเชื้อรุนแรงควรไปพบแพทย์ ไม่ควรรักษาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม พิษจากแมลงด้วงก้นกระดกไม่ทำให้มีอันตรายถึงชีวิต ขอให้ประชาชนอย่าวิตกกังวลมากเกินไป
พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กล่าวว่า แมลงนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า ด้วงก้นกระดก ชื่อเรียกอื่นๆ คือ แมลงก้นกระดก ด้วงปีกสั้น ด้วงก้นงอน ด้วงกรด หรือแมลงเฟรชชี่ เพราะพบบ่อยในหมู่นักศึกษาใหม่ที่อยู่หอปีแรก เป็นต้น แมลงชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paederus fuscipes Curtis มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า “Rove beetles” ตัวเต็มวัยมีสีดำสลับส้ม ยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร หัวสีดำ อกส่วนหน้าแบนยาว ส่วนท้องมี 6 ปล้อง 4 ปล้องแรกสีส้มอมน้ำตาล ส่วนที่เหลือสีดำ ขาทั้ง 3 คู่มีสีน้ำตาลแดง ปีกแข็งด้านบนสีน้ำเงินเข้มและปีกอ่อนข้างใต้ เป็นแมลงที่มีอายุอยู่ได้ยาวนาน มีความว่องไว ไต่ไปตามต้นข้าว บินได้เร็วและว่องไว เวลาวิ่งจะยกปลายท้องตั้งขึ้นคล้ายแมงป่องจนเรียกว่า “ด้วงก้นกระดก”

พญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ด้วงก้นกระดกจะมีสารพิษชื่อว่า พีเดอริน (Paederin) สารชนิดนี้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนสามารถทำลายเซลล์เนื้อเยื่อผิวหนังได้ ด้วง 1 ตัว จะมีสารพิษอยู่ในตัวประมาณร้อยละ 0.025 ของน้ำหนักตัว โดยตัวเมียจะมีปริมาณสารพิษมากกว่าตัวผู้ ทำให้อาจเป็นเหตุให้เข้าใจผิดได้ว่า แมลงชนิดนี้ไม่มีอันตรายมาก เพราะหากเคยโดนด้วงตัวผู้ จะไม่ค่อยมีอาการเนื่องจากมีสารพิษจำนวนน้อย ทั้งนี้ อาการผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารพีเดอรินของด้วงก้นกระดก อาการจะไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่จะมีอาการหลังสัมผัสแล้วประมาณ 8-12 ชั่วโมง ทำให้อาจจะไม่ได้ประวัติการสัมผัสแมลงที่ชัดเจนจากผู้ป่วย สำหรับรอยโรคพบมากบริเวณนอกร่มผ้า โดยมีลักษณะเป็นผื่นแดงหรือเป็นรอยไหม้ รูปร่างมักเป็นทางยาว ทิศทางหลากหลายตามรอยการปัด ผื่นมีขอบเขตชัดเจน ในระยะต่อมาจะมีตุ่มน้ำพองใสและตุ่มหนองขนาดเล็กเกิดขึ้นตามมาในเวลา 2-3 วัน อาการคันมีไม่มากนัก แต่มักมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย เมื่อสัมผัสกับสารพีเดอรินในบริเวณรอยพับต่างๆ อาทิ ข้อศอก ข้อเข่า มักกระจายไปสัมผัสทั้งสองด้าน จะเกิดผื่นสองผื่นที่ลักษณะคล้ายกันในแต่ละด้าน
“หากสารพีเดอรินกระจายถูกบริเวณดวงตา ก็จะเกิดอาการตาบวมแดงและอาจทำให้ตาบอดได้ อาการที่ตานี้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ตาอักเสบแบบไนรูบี” ( Nairobi eye” or “ Nairobi conjunctivitis”) เพราะแมลงเหล่านี้ก็พบได้บ่อยแถวแอฟริกาด้วยเช่นกัน โดยผื่นบริเวณใบหน้า รอบดวงตา หรือบริเวณผิวอ่อน มักจะมีอาการรุนแรงมากกว่าที่อื่น ส่วนบริเวณฝ่ามือซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่สัมผัสสารพิษเป็นแห่งแรก กลับไม่ค่อยมีอาการเนื่องจากบริเวณนี้มีผิวหนากว่าผิวส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม อาการอักเสบเหล่านี้จะหายไปในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยอาจจะมีรอยดำหลังการอักเสบได้ในระยะสั้นๆ แต่มักจะไม่เป็นแผลเป็น โดยทั่วไป อาการจะไม่รุนแรง และไม่มีอาการระบบอื่น ยกเว้นในรายที่ได้รับพิษจำนวนมาก หรือมีอาการแพ้รุนแรง จะมีไข้สูง และอาการทางระบบหายใจได้” พญ.มิ่งขวัญ

คนไร้ที่พึ่ง ไม่ได้ป่วยทางจิตทุกคน


น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยถึงภาพรวมสภาพจิตใจคนไทย รอบ 2 เดือน จากการให้บริการปฐมพยาบาลทางใจ โดยทีม MCATT หรือ ทีมปฏิบัติการช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ จากหน่วยงานสังกัดกรมสุขภาพจิตทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ 57 ทีม ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการประชาชน ตั้งแต่ 14 ตุลาคม เป็นต้นมา ณ บริเวณรอบสนามหลวง และรถโมบายปฐมพยาบาลทางใจ พบว่า ภาพรวมจิตใจคนไทย ไม่น่าห่วง เนื่องจากสามารถปรับตัวได้ตามกลไกทางจิตวิทยา

เมื่อพ้นช่วง 2 สัปดาห์ไปจนถึง 3 เดือน อย่างไรก็ตามยังคงให้บริการจนครบ 100 วัน ณ หน่วยบริการปฐมพยาบาลทางใจบริเวณสนามหลวงฝั่งเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า และบริเวณท่าช้าง ส่วนรถโมบายปฐมพยาบาลทางใจคลายเครียด จะให้บริการจนถึงวันที่ 28 ธันวาคม นี้
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 2 เดือนของการให้บริการ พบ ผู้มาขอรับบริการมีภาวะเสี่ยงสุขภาพจิต 5 พันกว่าราย มีเพียง ร้อยละ 3 เป็นผู้ป่วยจิตเวช ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเป็น โรคจิตเภท ซึ่งมีอาการกำเริบจากการขาดยา และมีเพียง ร้อยละ 2 ที่มีความคิดฆ่าตัวตาย โดยจะพบในกลุ่มโรคซึมเศร้าร่วมกับปัญหาความเครียดส่วนตัวที่สะสมมานาน เช่น ปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ เคยมีประวัติทำร้ายตัวเองมาก่อน ทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลทางใจและส่งต่อเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาอย่างทันท่วงที ส่วนที่เหลือจะเป็นปฏิกิริยาปกติโดยทั่วไปของความเศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้ ฟูมฟาย และความเครียดสะสมที่มาจากปัญหาส่วนตัว/การงาน/โรคเรื้อรังทางกาย เป็นต้น แต่พบจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ จากความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จิตอาสา และ กทม. เพื่อจัดระเบียบในการแก้ไขปัญหาคนไร้ที่พึ่งในพื้นที่สนามหลวง ตั้งแต่คืนวันที่ 28-30 พ.ย. คืนวันที่ 1 และ 8 ธ.ค. กรมสุขภาพจิต ได้คัดกรองปัญหาสุขภาพจิตคนไร้ที่พึ่ง จำนวนทั้งสิ้น 191 ราย ในจำนวนนี้ พบ ป่วยทางจิตเวช ไม่ถึง ร้อยละ 10 โดยได้ส่งต่อผู้ป่วย 3 รายที่มีอาการรุนแรง ไปยังสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา และ รพ.ศรีธัญญา ขณะที่ อีก 14 ราย ส่งต่อบ้านมิตรไมตรี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเฝ้าระวังเนื่องจากมีอาการทางจิตเพียงเล็กน้อยยังไม่ถึงขั้นรุนแรง
อย่างไรก็ตาม จากการคัดกรองคนไร้ที่พึ่งในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาคนไร้ที่พึ่ง ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงบริการบำบัดรักษามากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยและสังคม ตลอดจน เป็นโอกาสที่จะทำให้สังคมเห็นว่า จริงๆ แล้ว คนไร้ที่พึ่งที่เดินตามท้องถนนหรืออาศัยตามสถานที่สาธารณะต่างๆ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่ป่วยทางจิตเวชจริงๆ ซึ่งตรงนี้ หลายคนมักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ตอกย้ำตราบาปให้กับผู้ป่วยจิตเวช จากการมองคนไร้ที่พึ่งที่พบเห็น เป็นผู้ป่วยทางสุขภาพจิต เป็นคนบ้า คนไม่เต็ม ทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น จึงเป็นการดีที่จะใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคมได้อีกทางหนึ่ง เพื่อช่วยลดตราบาปให้กับผู้ป่วย ตลอดจนส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว